8 May 11

 

เห็ดหลินจือแดง อีกทางเลือกในการป้องกันโรคมะเร็ง
เป็นช่วงเวลากว่าสองพันปี ที่มีการค้นพบเห็ดหลินจือ และได้มีการนำมาค้นคว้าวิจัยเพื่อประโยชน์ในทางการแพทย์ เป็นข้อมูลการแพทย์ทางเลือก รวมทั้งการวิจัยด้านมะเร็งในการป้องการและยับยั้ง ในทางพฤกษาศาสตร์ พบว่าเห็ดหลินจือ แบ่งประเภทตามลักษณะตามสีและรูปร่างได้ 6 ชนิดด้วยกัน คือหลินจือ แดง ดำ เหลือง ขาว เขียว และม่วง ทั้งนี้ในการศึกษาวิจัยค้นพบว่าเห็ดหลินจือแดงมีสารที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อร่างกายมากที่สุดจากในบรรดา 6 ชนิดที่กล่าวมา

เห็ดหลินจือแดงนั้นได้รับการยกย่องว่าเป็นสมุนไพรชั้นสูงซึ่งหายาก มีคุณสมบัติทางยามากและมีคุณค่าเทียบเท่าโสมเลยทีเดียวจากการวิจัยค้นพบว่าเห็ดหลินจือแดงนั้น อุดมด้วยสารต่างๆ มากมายที่ล้วนแล้วแต่มีประโยชน์กับร่างกาย และมีหลักการในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันมะเร็งในร่างกายเรา จากการวิจัยพบว่า เห็ดหลินจือแดง อุดมด้วยพลังจากธรรมชาติและให้ประโยชน์มหาศาลต่อร่างกาย ซึ่งคุณสมบัติอันโดดเด่นของเห็ดหลินจือแดงก็คือ ช่วยเพิ่มภูมิต้านทานโรค กำจัดสารพิษในร่างกาย อีกทั้งยังกระตุ้นเซลล์ให้ทำงานเป็นปกติ สำหรับการป้องกันโรคมะเร็ง เห็ดหลินจือแดงเพิ่มความต้านทานโรคมะเร็งได้ดี เพราะมี โปลิแซ็กคาไรน์ สารสำคัญที่ช่วยสร้างระบบคุ้มกันของร่างกาย ช่วยเพิ่มปริมาณเม็ดเลือดขาวเพื่อจัดการกับเชื้อโรคต่างๆ ที่สำคัญยังมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยสกัดยับยั้งการเกิดมะเร็งอีกทาง

โดยเห็ดหลินจือแดง จะช่วยปกป้องและยับยั้งมะเร็ง ด้วย 4 แนวทางหลักด้วยกันคือ

ใช้เป็นอาหารเสริม เพื่อลดอาการข้างเคียงจากการบำบัดด้วยเคมีหรือการฉายแสง ทำให้ร่างกายสดชื่น ช่วยกระตุ้นร่างกายให้มีภูมิต้านทานมากขึ้น
ยับยั้งป้องกันการแพร่กระจายของมะเร็งและมีชีวิตยืนยาวขึ้น ทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น และยื่นระยะเวลาการมีอายุต่อไป แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละบุคคล
มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ช่วยให้รับประทานอาหารได้มากขึ้น นอนหลับสบาย ลดความกังวล และบรรเทาอาการปวดให้ลดลง
ป้องกันการเกิดซ้ำใหม่ของมะเร็ง ช่วยบำรุงร่างกาย และเสริมภูมิคุ้มกัน ซึ่งลดปัจจัยเสี่ยงในการกลับมาหรือเกิดขึ้นซ้ำของมะเร็ง

ในปัจจุบันได้มีการนำเห็ดหลินจือแดงจากประเทศญี่ปุ่น มาสกัดด้วยเทคโนโลยีทันสมัยแต่ยังคงคุณค่าไว้ทุกประการไว้ในรูปแบบของอาหารเสริม เพื่อความสะดวกของผู้บริโภค และที่สำคัญสามารถรับประทานติดต่อกันได้นาน โดยไม่มีสารตกค้างหรือผลข้างเคียงแต่ประการใด ซึ่งเห็ดหลินจือแดงเหมาะกับผู้ที่อยู่ในภาวะความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งอย่างผู้ที่ชอบรับประทานสัตว์เนื้อแดง หรืออาหารไหม้เกรียมจากการทอง ปิ้ง ย่าง ผู้ที่ชอบสูบบุหรี่หรือดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เป็นประจำหรือผู้ที่ได้รับผลข้างเคียงจากการฉายแสงบำบัดจึงนับว่าเห็ดหลินจือแดง เป็นอีกทางเลือกเพื่อการดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงและห่างไกลจากมะเร็ง

ข้อมูลอ้างอิงจากงานประชุมวิทยาการกรมพัฒนาการแพทย์ทางเลือก เรื่อง “สารต้านมะเร็ง” โดยนายแพทย์จักรกฤษณ์ ภูมิสวัสดิ์ สาธารณสุขนิเทศก์ เขต 16 กรุงเทพมหานคร/รองเลขาธิการ กรมพัฒนาการแพทย์ทางเลือกกระทรวงสาธารณสุข

ที่มาจาก http://www.michi.co.th

Filed under: สมุนไพรเพื่อสุขภาพ

Trackback Uri






8 May 11

มะรุมเป็นไม้ที่มีประโยชน์อย่างมากมายทั้งการรักษาแบบแผนโบราณและแผนปัจจุบัน ประโยชน์หนึ่งที่ได้รับจากมะรุมที่หลายคนคาดไม่ถึงนั่นคือ มะรุมต้านมะเร็ง!! จริงหรือไม่ เรื่องนี้ได้รับการบันทึกโดยสถาบันที่วิจัยรวมทั้งจาก เอกสารอ้างอิง
Fahey,Jed W. Sc.D. Moringa oleifera: A Review of the Medical Evidence for Its Nutritional, Therapeutic, and Prophylactic Properties เรามาติดตามเรื่องราวของพืชชนิดนี้กันดีกว่า ว่าประโยชน์ของมันครอบจักรวาลจริงๆ

มะรุม สมุนไพรมหัศจรรย์ (Moringa-Miracle Tree)
มะรุมเป็นไม้ยืนต้นของไทยชนิดหนึ่งที่โตเร็ว ทนแล้งสูง สามารถปลูกได้ง่ายในเขตร้อน มะรุมมีประโยชน์มากมาย ทั้งทางด้านอาหาร ยารวมทั้งด้านอุตสาหกรรม
ชื่อพื้นเมือง ผักอีฮึม ผักอีฮุม มะค้อนก้อม

มะรุมเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางเรือนยอดกลมและโปร่ง เจริญเติบโตเร็ว ต้นที่โตเต็มที่อาจสูงถึง 4 เมตรและออกดอกภายในปีแรกที่ปลูก ใบมะรุมเป็นใบประกอบแบบขนนก ผิวใบด้านล่างสีอ่อนกว่าและมีขนเล็กน้อยขณะที่ใบยังอ่อน ใบมีรสหวานมัน มักออกดอกในฤดูหนาว มะรุมบางชนิดออกดอกหลายครั้งต่อปี สำหรับดอกมะรุมนั้นมีลักษณะเป็นดอกช่อ สีขาว กลีบเรียง มี 5 กลีบ กลีบดอกมี 5 กลีบแยกกัน ดอกมีรสขม หวาน มันเล็กน้อย ผลเป็นฝักยาว เปลือกสีเขียวมีส่วนคอดและส่วนมน เป็นระยะ ๆ ตามยาวของฝัก ฝักยาว 20 – 50 ซม. ฝักมีรสหวาน เมล็ดเป็นรูปสามเหลี่ยม มีปีกบางหุ้ม 3 ปีก เส้นผ่าศูนย์กลางของเมล็ดประมาณ 1 ซม.

การปลูก

มะรุมเป็นพืชที่มีเติบโตอยู่ในประเทศแถบเอเชีย เช่น ศรีลังกา อินเดีย เป็นต้น และยังพบในเขตเอเชียไมเนอร์และแอฟริกา จัดว่าเป็นพืชปลูกง่าย เจริญเติบโตได้ดีในดินทุกชนิด โดยมีความต้องการน้ำและความชื้นในปริมาณปานกลาง การขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดหรือการปักชำกิ่ง จะได้โดยงอก มักใช้เวลาประมาณ 2สัปดาห์จึงจะให้ต้นกล้าที่สูงประมาณ 10-20 เซนติเมตร

มะรุมกับประโยชน์ทางยา
ส่วนของใบมะรุม

แก้เลือดออกตามไรฟัน ใช้ถอนพิษไข้ ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย แก้อักเสบ ขับปัสสาวะ แก้แผล ลดความดันโลหิต อีกทั้งป้องกันโรคมะเร็งได้อีกด้วย

ดอก

เป็นยาบำรุง ขับปัสสาวะ ขับน้ำตา ใช้แก้ไข้หัวลม ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และยังป้องกันโรคมะเร็งได้อีก

ยอดอ่อนใบมะรุม

ใช้ถอนพิษไข้

เมล็ดของมะรุม

สำหรับเมล็ดนำมาใช้ปรุงเป็นยาแก้ไข้ แก้ปวดตามข้อ  แก้บวม ป้องกันโรคมะเร็ง

ราก

มีรสเผ็ด หวาน ขม สรรพคุณ บำรุงไฟธาตุ รักษาโรคหัวใจ แก้อาการบวม  รักษาโรคไขข้อ

ฝักมะรุม

ใช้แก้ไข้ ลดความดันโลหิต ป้องกันโรคมะเร็ง

เปลือกและลำต้น

มีสรรพคุณขับลมในลำไส้ ทำให้ผายหรือเรอ แก้ลมอัมพาต ป้องกันมะเร็ง คุมกำเนิด คุมธาตุอ่อน ๆ เคี้ยวกินช่วยย่อยอาหาร

และยางของมะรุม ยังมีประโยชน์ในการฆ่าเชื้อไทฟอยด์ ซิฟิลิส แก้ปวดฟัน

คุณค่าทางอาหาร
ใบมะรุมสดใช้กินเป็นอาหาร ส่วนใบแห้งสามารถทำเป็นผงเก็บไว้ได้นานซึ่งไม่ทำให้คุณค่าทางอาหารเสียแต่ประการใด ใบมะรุมนั้นมีมีเหล็กสูงกว่าผักขม วิตามิน เอ ที่สูงกว่าแครอท มีวิตามี ซี สูงกว่าส้ม มีแคลเซียมสูงกว่านม อีกทั้งมีโปแตสเซียมสูงกว่ากล้วย
ดอกของมะรุมยังช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย แก้หวัด ป้องกันไม่ให้เกิดโรคมะเร็ง

เมื่อเราจะแยกคุณค่าทางด้านอาหารออกมา เราจะพบว่า ฝักมะรุม 100 กรัม ให้พลังงานต่อร่างกาย 32 กิโลแคลอรี่ ซึ่งประกอบด้วย แคลเซียม 9 มิลลิกรัม เส้นใย 1.2 กรัม เหล็ก 1.5 มิลลิกรัม วิตามินซี 262 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 26 มิลลิกรัม วิตามินบีหนึ่ง 0.05 มิลลิกรัม วิตามินเอ 532 IU ไนอาซิน 0.6 มิลลิกรัม
ส่วนน้ำมันที่ได้จากการคั้นเมล็ดสดของมะรุมสามารถใช้เป็นน้ำมันปรุงอาหารได้อีกด้วย

ประโยชน์อื่น ๆ

เมล็ดของมะรุมสามารถคั้นได้น้ำมันที่มีคุณภาพสูงมาก โดยนำไปใช้เป็นอาหารหรือเพื่อนำไปใช้ในด้านการถนอมผิว ส่วนกากที่เหลือนำไปใช้แทนสารส้มในการทำให้น้ำให้ใสและสะอาดได้อีก

ใบและกิ่งนำไปเป็นอาหารสัตว์ซึ่งจะทำให้สัตว์เติบโตดี และป้องกันโรคบางชนิดให้กับสัตว์เลี้ยงได้

ปัจจุบันได้มีผู้ผลิตอาหารเสริมมากมายได้นำมะรุมมาผลิตเป็นสินค้าเพื่อเป็น อาหารเสริมให้กับผู้ที่ต้องการนำมะรุมไปรับประทาน ไม่ว่าจะเป็น กาแฟมะรุม ,ชามะรุม หรือแม้แต่ในรูปของแคปซู

เราจะเห็นได้ว่ามะรุมนั้นเป็นพืชที่ทรงคุณค่ามากทั้งการเป็นพืชครัวเรือน ที่สามารถนำมาใช้ได้ตั้งแต่ใบจดราก รวมทั้งนำไปใช้ในวงการแพทย์ด้านต่างๆ ฉนั้นอยากมีสุขภาพดีเรามารับประทานมะรุมกันเถอะค่ะ

 

Filed under: สมุนไพรเพื่อสุขภาพ

Trackback Uri






8 May 11

เมื่อวันที่ 28 มีนาคม พญ.วิลาวัณย์ จึงประเสริฐ อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เปิดเผยว่า จากการสำรวจสมุนไพรที่มีการจดแจ้งทะเบียนตำรับยาทั่วประเทศ พบว่ามีสมุนไพร 1,927 ตำรับ ที่มีสรรพคุณใช้ในการรักษาโรคมะเร็งทั้งมะเร็งเต้านม มะเร็งตับ มะเร็งปากมดลูกมะเร็งปอด จึงสั่งการให้คัดเลือกสมุนไพรที่มีสรรพคุณในการรักษามะเร็งทั้งหมดเพื่อแยกออกเป็นกลุ่มๆ ว่าสามารถรักษาโรคมะเร็งชนิดใดได้บ้าง

จากนั้นจะมีการเชิญผู้รู้มาสังคายนาสมุนไพร เพื่อพิจารณาในส่วนของสมุนไพรแต่ละกลุ่มว่ามีสรรพคุณรักษามะเร็งได้จริงหรือไม่ โดยคาดว่าจะมีการเชิญผู้เชี่ยวชาญมาประชุมภายใน 1-2 เดือนนี้ ซึ่งจะเริ่มพิจารณาจากสมุนไพรที่ใช้รักษาโรคมะเร็งเต้านมก่อน เพราะจากการพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นกลุ่มที่ใช้สมุนไพรไม่ซับซ้อน และจะใช้ประโยชน์ได้ดี และเมื่อมีการพิจารณาสมุนไพรทุกกลุ่มเสร็จแล้ว ก็จะมีการพิจารณาว่ามีชนิดใดบ้างต้องขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหาร และยา (อย.) ต่อไป

พญ.วิลาวัณย์กล่าวอีกว่า ปัจจุบันการนำสมุนไพรมารักษาโรคมะเร็งเริ่มได้รับการยอมรับมากขึ้น ทางสถาบันมะเร็งแห่งชาติก็เริ่มเปิดใจ และยอมรับ ซึ่งทางกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยฯ ก็มีการส่งเสริมสมุนไพรที่ผ่านการวิจัยรับรองแล้วว่ามีสรรพคุณที่จะรักษามะเร็งได้จริงด้วย ซึ่งในขณะนี้ก็กำลังส่งเสริมให้มีการดื่มน้ำตรีผลา เนื่องจากพบว่าเป็นสูตรสมุนไพรที่มีประโยชน์มาก โดยมีส่วนผสมจากสมุนไพร 3 ชนิด คือ มะขามป้อมสมอไทย และสมอพิเภก ซึ่งสรรพคุณของตรีผลานี้จะช่วยในการเสริมภูมิต้านทาน เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นหวัดบ่อยๆ ทั้งยังมีสรรพคุณในการชะลอความชราด้วย ที่สำคัญยังพบว่าตรีผลา มีสรรพคุณในการยับยั้งและต้านเซลล์มะเร็งได้ รวมทั้งในกรณีที่หากเกิดเซลล์มะเร็งขึ้นมาแล้ว ยังมีผลทำให้เซลล์มะเร็งโตช้าอีกด้วย เรื่องนี้ยืนยันได้จากผลวิจัยทั้งของคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

“สำหรับผู้ที่สนใจน้ำตรีผลาสามารถนำไปต้มดื่มเองได้ โดยตวงสมุนไพรทั้ง 3 ชนิดอัตราส่วน สมอพิเภก 100 กรัม สมอไทย 200 กรัม มะขามป้อม 400 กรัม จากนั้นนำสมุนไพรทั้ง 3 ชนิด ใส่หม้อผสมน้ำ 6 ลิตร ตั้งไฟต้มเดือด 30 นาที เติมน้ำตาลทราย 600 กรัมเกลือ 1 ช้อนชา หากเข้มข้นเกินไปให้เติมน้ำสุกเพิ่มได้ ปรุงรสชาติที่ชอบ กรองผ่านผ้ากรองหรือกระชอน ใส่ภาชนะ สำหรับเตรียมดื่ม ดื่มได้ทั้งร้อนและเย็น แทนเครื่องดื่มทั่วไปเช้า กลางวัน เย็น ซึ่งหากดื่มมากก็ไม่พบอันตรายใดๆ” อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยฯ กล่าว

 

ข้อมูลจาก มติชน

Filed under: สมุนไพรเพื่อสุขภาพ

Trackback Uri